สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป

แบโผ!ยูฟ่าเผยรายชื่อ13เมืองจัดยูโร2020

             สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า แถลงยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถึงสนามที่ใช้จัดการแข่งขันศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 2020 ใน 13 เมืองทั่วยุโรปออกมาเรียบร้อยแล้ว   สำหรับศึกยูโร 2020 จะไม่มีชาติไหนได้รับโควต้าผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายอัตโนมัติ เนื่องจากมีเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขันหลายชาติ และยังมี 24 ทีมร่วมชิงชัยในรอบสุดท้ายเหมือนอย่างศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมา

13959328511395932867l

             โดยเมืองที่ได้รับเลือกจัดเกมยูโรในอีก 4 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย 13 เมืองดังนี้ มิวนิค(เยอรมนี), บากู(อาเซอร์ไบจาน), โรม(อิตาลี), เซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก(รัสเซีย), บรัสเซลส์(เบลเยียม), โคเปนฮาเก้น(เดนมาร์ก), บูดาเปสต์(ฮังการี), อัมสเตอร์ดัม(เนเธอร์แลนด์ส), ดับลิน(ไอร์แลนด์), บูคาเรสต์(โรมาเนีย), กลาสโกว์(สก็อตแลนด์), บิลเบา(สเปน) และ ลอนดอน(อังกฤษ)

             ทีมงานSBOBET ได้เข้าไปเช็กถึงกระบวนการคัดเลือก 13 เมืองที่จะใช้ในยูโรรอบสุดท้าย ซึ่งจากผู้เสนอตัว 19 เมืองนั้นใช่ว่าสักแต่เลือกตามใจชอบ โดยก่อนหน้านี้ยูฟ่าได้ส่งคณะทำงานไปประเมินศักยภาพ และมีรายงานออกมาให้บอร์ดบริหารพิจารณากันก่อนการโหวตเป็นที่เรียบร้อย โดยการลงคะแนนแบ่งออกเป็น 4 เฟส เริ่มจากการคัดเลือกเจ้าภาพรอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศ หรือที่เรียกว่า “ไฟนัล แพ็คเกจ” กันก่อน ซึ่ง “ไฟนัล แพ็คเกจ” ที่ว่านี้กลายเป็นชัยชนะแบบไม่ต้องแข่งของสนาม เวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศ อังกฤษ เพราะนครมิวนิค ของ เยอรมนี ขอถอนตัวในนาทีสุดท้าย อันนี้ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าเยอรมนี หมายมั่นปั้นมือจะเสนอตัวขอจัดศึกยูโร 2024 ที่จะกลับมาสู่ระบบเจ้าภาพเดี่ยวหรือร่วมตามแต่กำลังของเจ้าภาพตามปกติ 

UEFA President Michel Platini (C) poses with European football association chairmen after UEFA picked the hosts of the 2020 UEFA European championship in Geneva on September 19, 2014. European football's governing body is picking 13 countries who will host football matches for the tournament. For the 60th anniversary of the European Championship, first held in 1960, UEFA decided to organise the tournament across the whole continent. AFP PHOTO / FABRICE COFFRINI FBL-EURO-2020-HOSTS

             ซึ่งเมื่อนัดชิงออกมาเป็นลอนดอนไปแล้ว ก็มาถึงเฟสที่ 2 ของการโหวต ซึ่งเป็นการเลือก 4 สนามที่จะจัดการแข่งขันรอบควอเตอร์ไฟนัล 1 นัด บวกด้วยรอบแบ่งกลุ่ม 3 นัด โดยสังเวียนแข่งขันของเมืองในกลุ่มนี้ จะต้องจุผู้ชมได้ 60,000 คนเป็นอย่างน้อย เมืองที่ได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 จะได้ 4 คะแนน, อันดับ 2 ได้ 3 คะแนน, อันดับ 3 ได้ 2 คะแนน และอันดับ 4 ได้ 1 คะแนน เบ็ดเสร็จบอร์ดยูเอฟ่าออกหวยมาว่า 4 เมืองที่ได้คะแนนสูงสุดคือ 1.มิวนิค (เยอรมนี) 38 คะแนน ,2.บากู (อาเซอร์ไบจาน) 37 คะแนน ,3.เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย) 29 คะแนน , 4.โรม (อิตาลี) 20 คะแนน

             ว่ากันต่อไปถึงเฟส 3 และ 4 คือเลือกเมืองที่จะจัดการแข่งขันในรอบ 16 ทีม 1 นัด บวกด้วยรอบแบ่งกลุ่ม 3 นัด โดยการพิจารณาจะต้องดูตามโซนทางภูมิศาสตร์ในยุโรป ว่าเมืองจากโซนไหนยังไม่ถูกเลือกใน 2 เฟส ส่วนการเสนอตัวของกรุงมินส์ค (เบลารุส), กรุงโซเฟีย (บัลแกเรีย), กรุงสโกเปีย (มาซิโดเนีย)  และนครเยรูซาเล็ม (อิสราเอล) นั้น ถูกประเมินว่าไม่ได้มาตรฐานยูเอฟ่า จึงไม่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของการคัดเลือก  ทำให้ 8 เมืองในรอบนี้ประกอบด้วย  1.ดับลิน (ไอร์แลนด์) ,2. บรัสเซลส์ (เบลเยียม),3. กลาสโกว์(สกอตแลนด์),4.โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก),5.พาร์เค่น สตาดิโอน (สเปน),6.บูดาเปสต์ (ฮังการี) ,7. บูคาเรสต์(โรมาเนีย),8. อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์)

             ทั้งนี้ แฟนSBOBET ที่มีคำถามว่าเมื่อยูโร 2020 มีเจ้าภาพร่วมตั้ง 13 ชาติ แปลว่ามีทีมเข้ารอบโดยอัตโนมัติถึง 13 ทีมเลยรึเปล่านั้นก็ ไม่ต้องกังวลไป เพราะมหกรรมแข้ง “ยูโรเพื่อยุโรป” ดังกล่าว จะไม่มีทีมใดได้ใช้สิทธิ์เข้ารอบสุดท้ายโดยอัตโนมัต หมายความว่าทั้ง 54 ทีมชาติในอาณัติของยูเอฟ่า จะต้องลงเตะรอบคัดเลือกทั้งหมด นอกจากนั้นในการแข่งขันรอบสุดท้าย แต่ละกลุ่มซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 กลุ่ม จะมีทีมเจ้าภาพร่วมได้ไม่เกินกลุ่มละ 2 ทีม โดยทีมเจ้าภาพร่วมทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จะได้ลงเตะในบ้านแน่ๆ 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ในรอบน็อกเอาต์นั้นไม่มีอะไรรับประกันได้ เพราะขึ้นอยู่กับฝีเท้าและดวงเท่านั้น

             สำหรับรอบแบ่งกลุ่มนั้น ทีมงานSBOBET  เชื่อว่าการจัดแต่ละกลุ่มก็จะใช้ระบบแบ่งทีมวางและจับสลากเหมือนเดิม แต่ยูเอฟ่าจะต้องไปเขียนโปรแกรมคิดสูตรให้อีกที เพราะจะต้องคิดเรื่องระยะทางในการเดินทางของแต่ละทีมด้วย เป็นต้นว่าจะไม่ให้ทีมใดต้องเดินทางเกิน 2 ชั่วโมง นั่นแปลว่าจากเมืองเจ้าภาพร่วมหนึ่งสู่อีกเมือง จะต้องไม่ห่างกันคนละโยชน์

            เมื่อเรื่องก็ล่วงเลยมาถึงป่านนี้แล้ว ยูฟ่าก็ต้องไปปวดกบาลกันเอาเอง โทษฐานที่เป็นตัวต้นเรื่อง ภาษิตล้อเลียนของฝรั่งเศสที่ว่า “จะทำให้เรื่องมันง่ายไปทำไม ในเมื่อทำให้มันยุ่งยากได้” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งแฟนบอลก็เตรียมตัวเตรียมใจกันหน่อย แล้วอย่าลืมเตรียมตังค์กันไว้เยอะๆ ด้วยล่ะ ถ้าหวังจะไปชมหลายๆแมตช์กับทีมที่ตามเชียร์

โปรแกรมและสนามที่ใช้จัดการแข่งขัน ยูโร 2020 ที่ถูกวางไว้ดังนี้

รอบเซมิไฟนัลและรอบชิงชนะเลิศ

ลอนดอน อังกฤษ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (90,000 ที่นั่ง)

รอบแบ่งกลุ่ม 3 นัด  และ รอบ8ทีมสุดท้าย 1 นัด

มิวนิค เยอรมนี อัลลิอันซ์ อารีน่า (67,812 ที่นั่ง)

บากู อาเซอร์ไบจาน บากิ โอลิมเปีย สตาดิโอนู (68,000 ที่นั่ง)

โรม อิตาลี สตาดิโอ โอลิมปิโก้ (72,698 ที่นั่ง)

เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซีย นิว เซนิต สเตเดี้ยม (69,500 ที่นั่ง)

รอบแบ่งกลุ่ม 3 นัด และรอบ 16 ทีม 1 นัด

ดับลิน ไอร์แลนด์ อาวีว่า สเตเดี้ยม (51,700 ที่นั่ง)

บรัสเซลส์ เบลเยียม สนามกีฬาแห่งชาติสนามใหม่ (60,000 ที่นั่ง)

กลาสโกว์ สกอตแลนด์ แฮมพ์เดน พาร์ค (52,063 ที่นั่ง)

โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก พาร์เค่น สตาดิโอน (38,065 ที่นั่ง)

บิลเบา สเปน ซาน มาเมส บาร์เรีย (53,332 ที่นั่ง)

บูดาเปสต์ ฮังการี นิว เฟเรนซ์ ปุสกัส สเตดี้ยม (68,000 ที่นั่ง)

บูคาเรสต์ โรมาเนีย เนชั่นแนล อารีน่า (55,600 ที่นั่ง) 

อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ อัมสเตอร์ดัม อารีน่า (53,052 ที่นั่ง)